Skip to content

8 Wonders of the Solar System, Made Interactive

from http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=8-wonders

look! amazing phenomena in our solar system.

ของขวัญบัณฑิต: แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ 3+1 ประการถึงบัณฑิตใหม่

ของขวัญบัณฑิต: แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ 3+1 ประการถึงบัณฑิตใหม่

Tue, 2012-07-10 20:02

Mad Economist

ในโอกาสแห่งความสุขสันต์ที่น้องๆ กำลังจะจบรับปริญญาเป็นบัณฑิต เห็นมีคนให้ของขวัญหลากหลายแตกต่างกันไปบ้างตุ๊กตาน่ารักน่าชัง บ้างก็เงินสดพร้อมรถหรู พี่ไม่มีอะไรอื่นนอกจากความหวังดีเล็กๆที่จะมาแบ่งปันเป็นบทความบทหนึ่งนี้ โดยมีแก่นความอยู่ที่การถ่ายทอดแนวทางการใช้ชีวิตหลังจบมหาวิทยาลัยให้แก่น้องๆ ที่กำลังจะจบการศึกษาทุกคน เพื่อให้ง่ายแก่การทำความเข้าใจ พี่อย่างที่จะเล่าเป็นข้อๆ รวม 3+1 เรื่องด้วยกันได้แก่

เรื่องแรก ศักยภาพเริ่มต้นขึ้นที่จุดจบของความคุ้นชิน

มหาวิทยาลัยในยุคเริ่มต้นของประเทศไทยนั้นจัดตั้งขึ้นก็เพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตบุคลากรป้อนเป็นกำลังสำคัญแก่การขยายตัวระบบราชการ มหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายการผลิตบัณฑิตสอดคล้องกับกระทรวงต่างๆ อาทิ เกษตร สาธารณสุข มหาดไทยจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจการเจริญเติบโตของระบบอุตสาหกรรมและทุนนิยมได้ปรับเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นสถานเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค์ด้านหนึ่ง (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตามแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นด้านหลัก) เพื่อผลิตบัณฑิตให้เท่าทันความต้องการของ “ตลาดแรงงาน” มหาวิทยาลัยนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันจึงมีทิศทางที่ “เคี่ยว หรือ นวด” ให้เรา — บัณฑิตที่จบออกมา — มีความชำนาญเฉพาะด้านอย่างมากจากอธิพลของแนวคิดการแบ่งงานกันทำ

อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคหลังทุนนิยม (post-capitalism) หรือยุคโลกาภิวัตน์หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ที่เรากำลังดำรงชีวิตอยู่นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากแล้ว ความชำนาญเฉพาะด้านได้กลายเป็น “จุดอ่อน” ที่นับวันจะเด่นชัดยิ่งขึ้น สัญญาณหลายตัวอาทิ การทำนายถึงอาชีพที่กำลังจะสูญหายไปจากการเข้ามาแทนที่โดยเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ “ความสามารถยืดหยุ่นปรับตัว” กลายเป็นทักษะที่จำเป็นมากกว่าความชำนาญ แน่นอนว่าการมีความชำนาญเฉพาะด้านอาจจะไม่ได้เป็นจุดอ่อนในตัวมันเอง แต่เราต้องไม่ลืมว่าโดยส่วนใหญ่แล้วการสร้างความชำนาญในระยะเวลาเพียง 4 ปีของปริญญาตรีมักแลกมาด้วยการละเลยที่จะศึกษาภาพกว้างหรือเสริมสร้างทักษะการปรับเปลี่ยนนอกกรอบแต่เน้นที่การทำให้กรอบแข็งไว้ก่อน

ดังนั้น เรื่องแรกที่พวกคุณควรรู้ก็คือแรงงานในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แรงงานที่มีทักษะสำเร็จรูป (instant skilled labor) แต่เป็นแรงงานความรู้ (knowledge labor) ที่สามารถปรับตัวได้ตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น — ค้นหาเส้นขอบฟ้าใหม่ๆ ให้แก่ตัวเองตลอดเวลาอย่างติดกับอยู่ในคอกของสิ่งที่เรียนมาตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย — competency begins at the end of your comfort zone (ที่มาภาพประกอบ: page FB เชิญมาเป็นชาว “คิด”)

 

เรื่องสอง ภาษิตจีน — เกิดเป็นผู้ชาย(และหญิง)ต้องเลือกห้างให้ถูก

ในทางเศรษฐศาสตร์เรามักถูกสอนในชั้นเรียนเบื้องต้นถึงการแสวงหากำไรสูงสุด ความสุขสูงสุดอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่เมื่อเราเรียนในระดับที่สูงยิ่งขึ้นเราจะถูกสอนให้ตัดสินใจโดยคำนึงถึงความสลับซับซ้อนของตัวแปรในชีวิตมากขึ้น รวมถึงการมองไกลออกไปในอนาคตมากขึ้นด้วย เพราะการตัดสินใจในเวลาปัจจุบันนี้อาจส่งผลต่อความสุขทั้งชีวิตในอนาคต โดยที่เราไม่อาจจะกลับมาเลือกตัดสินใจใหม่ในการตัดสินใจที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว (เวลาไม่เคยไหลย้อนกลับ) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เรียกการตัดสินใจแบบนี้ว่า ออปติมัล คอนโทรน (optimal control) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ขอให้ตัดสินใจเพื่อความสุขทั้งเส้นทางชีวิต ไม่ใช่ตัดสินใจเพียงเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า

แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ข้อนี้สอดคล้องกับภาษิตจีนโบราณที่กล่าวว่า “เป็นชายต้องเลือกห้างให้ถูก เป็นหญิงต้องเลือกสามีให้ถูก” (เข้าใจว่าแปรเช่นนี้นะครับ) แม้ส่วนหลังซึ่งกล่าวถึงผู้หญิงจะล้าหลังไปแล้วเพราะผู้หญิงเองไม่ต้องอยู่บ้านเป็นแม่บ้านเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ส่วนด้านหน้าที่กล่าวถึงการเลือกห้างนั้นยังมีความสำคัญอย่างมาก ความหมายของการเลือกห้างก็คือ การที่จะต้องเลือกทำงานให้ถูกนั่นเอง “งานบางอย่างแม้รายได้ดีเพียงใดก็ห้ามทำ” พ่อผมเคยกล่าวไว้ — อย่างไรก็ตาม คนเรานั้นมีสิ่งที่เรียกว่าความสุขสมเฉพาะหน้าเกินต้านทาน (instant gratification) เช่น ความสุขจากการได้เงินใช้มากๆ ในวันนี้ เป็นต้น โดยไม่ได้ดูไปถึงอนาคตไกลๆ ว่าเป็นงานที่เหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น ระวังความสุขเฉพาะหน้าและมองไกลเข้าไว้ ครับ

เรื่องสาม อย่าปล่อยให้เกรดในมหาวิทยาลัยและ how to book กำหนดทั้งชีวิตของคุณ

ผมเคยเห็นคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งในฐานะลูกจ้างรับเงินเดือน รุ่นพี่ผมท่านนี้ได้เคยถูกจัดอันดับว่ามีรายได้เป็นเงินเดือนมากที่สุดในประเทศ ทั้งๆที่จบคณะเศรษฐศาสตร์ด้วยเกรดเฉลี่ยสะสมเพียงสองต้นๆเท่านั้น ท่านเข้าทำงานด้วยตำแหน่งเทรดเดอร์ (Trader — พนักงานซื้อขายหลักทรัพย์) ธรรมดา อาศัยร่างกายที่บึกบึนเพราะเล่นกีฬาเบียดเสียดก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ[1] จนกระทั่งถึงจุดสูงสุดของคนที่รับเงินเดือนประจำ เกรดจึงเป็นเพียงการส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ว่าคุณเรียนได้ดีแค่ไหนเท่านั้น มันไม่ได้มีพลังมากพอจะกำหนดความก้าวหน้าของคุณทั้งชีวิต

แน่หละ มันอาจจะมีผลอยู่บ้างกับการบอกว่าใครได้แต้มต่อแค่ไหนตอนเริ่มต้น แต่ระยะทางใช้ชีวิตการทำงานนั้นเป็นมาราธอน ไม่ใช่คนที่ได้วิ่งก่อนหรือเริ่มต้นที่ข้างหน้าจะได้รับชัยชนะเสมอไป — นอกจากนี้การเอาเป็นเอาตายมากเกินไปกับการได้ปริญญาในระดับเกียรตินิยมอันดับสอง ==> อันดับหนึ่ง ==> หนึ่งเหรียญทอง ยังสะท้อนถึงการทำให้ตัว “บัณฑิตเองกลายเป็นสินค้า” และมีปริญญาเป็น ISO 9002, เราควรมีอิสรภาพที่จะใช้ชีวิตในฐานะคนที่อยากทำงานเพราะมันมีคุณค่าหรือเราอยากทำมันจริงๆ มากกว่าอยากทำงานเพราะได้เงินดี หรือเพราะมันมีระดับและดูคู่ควรกับISOปริญญาที่เราได้รับมา

เมื่อผมกล่าวถึงศิษย์พี่ของผมที่ได้รับเงินเดือนมากที่สุดของประเทศแม้ว่าจะได้เกรดเฉลี่ยจบการศึกษาเพียงสองเท่านั้น คุณอาจจะอย่างทราบว่าเขาทำอย่างไรจึงบรรลุจุดสูงสุดเช่นนั้นทั้งที่เริ่มต้นด้วยทุนต่ำกว่าคนอื่นหลายขุมนัก อันที่จริงแล้ว ผมคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเขาทำได้อย่างไรหรอกครับ เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการใช้ชีวิต หนังสือ how to ทั้งหลายรวมถึงบทความนี้ด้วยอาจจะช่วยชี้นำแนวทางที่น่าสนใจให้แก่คุณได้บ้าง (หรืออย่างน้อยก็ชี้ว่าแนวทางใดผิด) แต่อย่าเชื่อมันมากจนกระทั่งละเลยการใช้วิจารณญาณ และ Gut ของตนเอง

โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ชีวิตนี่สำคัญอย่างมาก อย่างที่ผมได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องเล่าประการแรก คนเราถูกกำหนดให้มีความชำนาญเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของ “ตลาด” จนกระทั่งคล้ายกับว่าโลกใบนี้คือโรงงานขนาดใหญ่ที่ความต้องการของตลาดกลายเป็นทั้งหมดของสิ่งที่เราควรจะเป็น — หรือ — หากจะกล่าวให้ตรงยิ่งขึ้น การสอนในมหาวิทยาลัยหรือหนังสือฮาวทู ทั้งหลายตอกย้ำและผลิตซ้ำความต้องการของระบบโรงงาน โลกที่จะตัดแบ่งคนออกเป็นส่วนๆ มีหน้าที่ตายตัวและดำเนินไปอย่างมีความมุ่งหมายเฉพาะโดยไม่ต้องทบทวนถึงความสมเหตุสมผลต่อเป้าหมายเหล่านั้น ประพฤติกรรมในลักษณะนี้ทำให้เราสิ้นสุดวิญญาณแบบนักผจญภัยและการอยากรู้อยากเห็นไป คุณไม่ควรจะเป็นคนที่เหี่ยวแห้งน่าเบื่อหน่ายเช่นนั้น

เรื่องประการสุดท้าย — คุณควรมีกฎเป็นของตัวเอง อย่าปล่อยให้เอกสารชิ้นนี้กลายเป็น “สุ่ม” ที่ครอบคุณไว้อีกอัน หรือไม้ตะพดที่คอยเขกกระบาลบอกว่าคุณควรทำอะไรหรืออย่างไร จงผิดพลาดและพัฒนาการ เลิกชี้นิ้วโทษ หนังสือ อาจารย์ หรือใครๆ ผมให้กำลังใจลองใช้ชีวิตกันดูครับ

[1] เทรดเดอร์แต่ก่อนยังไม่มีกระดานอิเล็กทรอนิกส์ต้องเบียดกันเข้าไปเขียนกระดานคำสั่งซื้อขาย

หมายเหตุ:จากบทความเดิมชื่อ ของขวัญบัณฑิต: แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์3+1ประการที่รุ่นพี่ฝากถึงรุ่นน้องบัณฑิตจบใหม่

from http://prachatai.com/journal/2012/07/41473

 

Choices of welfare for elder offered by TDRI

refer to

http://thaipublica.org/2012/09/three-solutions-for-the-welfare-of-elderly/?fb_action_ids=426465127400651&fb_action_types=og.likes&fb_source=aggregation&fb_aggregation_id=246965925417366

Society of Thailand in future will be challenged. Elder people will increase more. So TDRI offers 3 options for elder.

Firstly, Fundamental Welfare consists of money paid elder, Social Security benefit, Elder Fund, National Saving Fund etc.

Secondly, used from previous but add money to each people beyond poverty line or independent line. (about 4,085 baht)

Thirdly, add other relevant welfare

However these welfare use much of budget. For Substainable Welfare of elder, TDRI suggests government to reform tax which is used to support it.

Web Math Instruction

Visit here http://www.mathopenref.com

Distribution of Capital and role of Bank

Article from http://thaipublica.org/2012/09/thai-banks-follow-development/ mentions loan of bank to urban and rural. It shows that much of loan concentrate in urban rather than scattered in rural. This article explains correlation between loan in urban and rural and Gross Provincial Product. Result is  bank not to loan to any provincial where is less developed. Bank will loan to  any provincial when it has more developed. That is Bank are not leading of development.

So this phenomena is conversed with myth of economic that distribution concentrated on more growth then it will triclke-down to other rather than distribution on equlity or substantive growth.

Economists including Thailand shuold recognise above issue.

New Social Movement in Social Media

From http://thaipublica.org/2012/09/clicktivist/ this article mentions about new movement in global through social media. Theirs movement call for many issues for example environment, human right, equality etc. Some movement can create recognition to peoplein the world such as occupy wall street.

Follow them. very interesting!

บทเรียนจากเบลเยียม ยุติการทำกำไรของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนบนความเจ็บป่วยของประชาชน

บทความจาก http://thaipublica.org/2012/01/health-care-lessons-from-belgium/ ดังกล่าว ได้พูดถึงการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขของเบลเยี่ยมที่ปราศจากการแสวงหากำไร โดยคำนึงว่าสาธารณสุขเป็นเรื่องของมนุษยธรรมมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของพาณิชย์ โมเดลการจัดการดังกล่าวเป็นเรื่องที่สนใจว่า เบลเยี่ยมทำได้อย่าง และทำยังไง และได้ดำเนินการมากี่ปีแล้ว อีกทั้งมีปัจจัยแวดล้อมอะไรบ้างที่เอื้อต่อการเกิดระบบดังกล่าว นอกจากนี้โมเดลดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับบ้านเราได้หรือไม่

It’s very ineterting!